น้ำตา และอุปสรรค ก่อนที่ฝันเป็นจริงของ แซร์จ นาบรี้

ในวัย 10 ขวบ แซร์จ นาบรี้ ปีกทีมชาติเยอรมัน เคยร้องไห้อย่างหนักเมื่อคุณพ่อของเขาไม่อนุญาตให้ย้ายไปร่วมทีมอคาเดมี่ของ เสือใต้ สโมสรชั้นนำแห่งศึกบุนเดสลีกา ซึ่งเป็นทีมในฝันของตัวเอง เนื่องจาก “เสือใต้” อยู่ไกลจากบ้านของเขาในสตุ๊ตการ์ทเกือบ 2 ชั่วโมงกว่า แต่ขณะนี้ ความฝันของเขาเป็นจริงแล้ว

นาบรี้ รอจนกระทั่งอายุ 12 ปี ก่อนจะเข้าร่วมทีมเยาวชนของ สตุ๊ตการ์ท ต่อไป ในปี 2011 เขาเลือกย้ายออกจากทัพ “ม้าขาว” ไปหาความท้าทายกับ อาร์เซนอล สโมสรชั้นนำแห่งศึก Premier League   England  ด้วยวัย 16 ปี

“ผมต้องการให้ความฝันเป็นเรื่องจริง บาเยิร์น เป็นสโมสรที่ดีที่สุดแล้ว และผมต้องใช้เวลาถึง 12 ปีกว่าจะได้ย้ายมาที่นี่ ผมพอใจที่เห็นว่า เส้นทางของตัวเองเป็นยังไง และเส้นทางที่ผมเลือกเดินไปมันทำให้ผมเป็นอย่างที่ตัวเองเป็นอยู่ทุกวันนี้” มิดฟิลด์ บาเยิร์น เปิดใจ

ความสุขในทัพ “เสือใต้”
ทุกวันนี้ นาบรี้ กำลังมีความสุขกับชีวิตของตัวเองทั้งภายใน และภายนอกสนาม โดยเมื่อปีที่แล้ว ตัวรุก “เสือใต้” ยังเคยใช้เวลาว่างไปร่วมเป็นสไตล์ลิสต์ และร่วมถ่ายแบบร่วมกับนิตยสาร GQ ของเยอรมัน มาแล้ว

“มันมาจากความต้องการที่จะดูดี และต้องการความสะดวกสบายในสิ่งที่ผมสวมใส่เมื่อผมก้าวออกข้างนอก นั่นคือสิ่งที่ผมทำ ตามจริงแล้วมันยังแปลกๆเมื่อผมต้องอยู่หน้ากล้อง และวางตัวอีกแบบหนึ่ง เพราะในสนามคุณจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด และคิดแต่เรื่องการทำสกอร์เท่านั้น แต่การทำงานแบบนี้มันก็สนุกไปอีกแบบ” นาบรี้ กล่าว

ในวัย 24 ปี นาบรี้ กำลังอยู่ในฟอร์มที่สุดยอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากย้อนไปในเกม UEFA  แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกแรก ที่ บาเยิร์น บุกไปอัดสิงห์สำอางถึงถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ 3-0 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเขาซัดไปคนเดียว 2 ประตู และในรอบแบ่งกลุ่มที่เขายิงไปคนเดียวถึง 4 ประตู ในเกมที่ “เสือใต้” บุกไปถล่ม ท็อตแนม ฮอทสเปอร์ 7-2 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

สำหรับ ลอนดอน มันเป็นเมืองที่ นาบรี้ รู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพราะเขาเคยค้าแข้งกับ ไอ้ปืนใหญ่ นานถึง 4 ปี ก่อนจะอำลา “ไอ้ปืนใหญ่” ย้ายกลับไปเล่นในบ้านเกิดกับ แวร์เดอร์ เบรเมน ในวัย 21 ปี เมื่อปี 2016

Photo : skysports.com
ตามติดการณ์ล้ำค่ากับ ไอ้ปืนใหญ่
นาบรี้ ซึ่งย้ายจาก สตุ๊ตการ์ท มาร่วมทีม ไอ้ปืนใหญ่ ในวัย 15 ปี ด้วยค่าตัว 100,000 ปอนด์ เล่าว่า “มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากๆ และในตอนแรกผมค่อนข้างกังวลเหมือนกัน เพราะมันเป็นเหมือนโลกใบใหญ่แห่งใหม่ที่ผมต้องย้ายเข้ามาอยู่”

“การใช้ชีวิตที่ลอนดอนช่วยผมอย่างมาก และทำให้ผมเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นกว่าเดิม ผมใช้เวลาอยู่กับตัวเองเยอะมาก ซึ่งในฐานะเด็กผู้ชายอายุ 16 ปี ที่จากพ่อ-แม่ของคุณมา และเปลี่ยนจากสภาพแวดล้อมเดิม มันก็จะทำให้คุณเป็นผู้ใหญ่เร็วขึ้น”

ยังไงก็ตาม ในเวลาต่อมา คุณพ่อของ นาบรี้ ได้ตามเขามาอยู่ที่ลอนดอนด้วย และช่วยขับรถพาเข้าไปฝึกซ้อมของ อาร์เซนอล อยู่ทุกวัน รวมทั้งดูแลสิ่งต่างๆ แต่มันก็ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านในชีวิตของวัยรุ่น โดย ปีกชาวเยอรมัน ยังคงคิดถึงครอบครัว, เพื่อนๆ และแม้แต่โรงเรียนเก่าของตัวเอง

นาบรี้ เล่าต่อว่า “ผมมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก เพราะการเล่นฟุตบอลเมืองผู้ดีนั้นค่อนข้างยากกว่าที่ผมเล่นในเยอรมันตอนเด็กๆ ดังนั้น คุณต้องปรับตัวให้ได้ ผมคิดว่า ทุกๆคนที่ผ่านมันมาเหมือนผมก็จะได้ประสบการณ์ในแบบเดียวกัน แต่ในที่โคตรมันก็เป็นประสบการณ์ล้ำค่า และทำให้คุณเติบโต”

ภายในทีม ไอ้ปืนใหญ่ นั้น นาบรี้ ได้รับการช่วยเหลือต่างๆจากบรรดารุ่นพี่ร่วมชาติอย่าง เมซุต โอซิล และ แพร์ แมร์เตซัคเกอร์ ซึ่ง โอซิล นั้น ก็กลายเป็นไอดอลในการเล่นฟุตบอลของ นาบรี้  ส่วน แมร์เตซัคเกอร์ ก็สอนเขาเรื่องการใช้ชีวิตทั้งใน และนอกสนามโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความรับผิดชอบ

ในการฝึกซ้อม นาบรี้ ได้สร้างความประทับใจให้กับ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือ ไอ้ปืนใหญ่ ในเวลานั้นอย่างมาก และในที่สุดเขาก็ได้ประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ของ “เดอะ กันเนอร์ส” ด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น พร้อมกับได้รับการเชิดชูว่า เป็นดาวรุ่งที่มีฝีเท้าน่าจับตามอง

เสียใจกับชีวิตใน England 
ยังไงก็ตาม เส้นทางของ นาบรี้ ไม่สวยงามอย่างที่คาดหวังเอาไว้ เขาได้ลงเล่นเพียง 18 เกม เท่านั้น ในช่วง 2 ซีซั่นแรกกับ ไอ้ปืนใหญ่ เนื่องจากมีปัญหาอาการเดี้ยงที่หัวเข่ารบกวนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งทำให้เขามีสภาพร่างกายไม่ฟิตสมบูรณ์

ตัวรุกชาวเยอรมัน จำเป็นที่จะต้องได้ลงสนามเพื่อเรียกความฟิต และจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประสบการณ์ในทีมชุดใหญ่ จึงทำให้ ไอ้ปืนใหญ่ ส่งตัวเขาไปยัง เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ซึ่งในเวลานั้นมีกุนซือ โทนี่ พูลิส คุมทัพ ด้วยสัญญายืมตัว

สถานการณ์ของ นาบรี้ กับ เวสต์บรอมวิช ยิ่งดูเลวร้ายลงไปอีก หลังจากที่ พูลิส ให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่พร้อมสำหรับการลงเล่นใน Premier League  จนในที่สุด ไอ้ปืนใหญ่ ก็เรียกตัวเขากลับไปโดยที่ เวนเกอร์ พยายามให้โอกาส และเรียกความมั่นใจของเขากลับมาอีกครั้ง

ในปี 2016 นาบรี้ เหลือสัญญากับ ไอ้ปืนใหญ่ เพียงปีเดียว และเขาก็ตัดสินใจแล้วว่า จะกลับไปค้าแข้งในบ้านเกิด ซึ่งตัวเขากลายเป็นข่าวเชื่อมโยงอย่างหนักกับทั้ง เบรเมน และ บาเยิร์น แต่เมื่อได้ปรึกษากับทั้ง โอซิล และ แมร์เตซัคเกอร์ แล้ว ดาวเตะชาวเยอรมัน จึงเลือกย้ายไปยังทัพ “นกนางนวล” ด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์

Photo : espn.com
กลับสู่บ้านเกิด
อดีตแข้ง ไอ้ปืนใหญ่ เล่าถึงการตัดสินใจในครั้งนั้นว่า “ทุกอย่างมันชัดเจนหลังช่วงเวลายืมตัวกับ เวสต์บรอมวิช ผมรู้ว่า ตัวเองต้องเล่นในระดับสูงให้ได้อีกครั้ง และผมคิดว่า จะได้รับสิ่งนั้นในเยอรมัน ผมจึงย้ายกลับไปเพื่อคววามก้าวหน้าของตัวเอง”

“เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่า ต้องใช้โอกาสนี้เพื่อให้ได้กลับไป ผมไม่เห็นหนทางเลยว่า ตัวเองจะได้ลงเล่นกับ ไอ้ปืนใหญ่ มากนักในฤดูดาลถัดไป นั่นเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการตัดสินใจของผม”

อเล็กซานเดอร์ นูริ เป็นกุนซือของ เบรเมน ในช่วงปีแรกที่ นาบรี้ ย้ายเข้ามาร่วมทีม เปิดพูดว่า อดีตมิดฟิลด์ ไอ้ปืนใหญ่ เดินทางมาถึงด้วยความใจร้อนในการกระตือรือร้นที่จะปรับปรุงฝีเท้าตัวเอง และจำได้ว่า ลูกทีมคนนี้มักจะคว้ำลูกบอลไปฝึกยิงประตูด้วยเท้าซ้ายข้างที่ไม่ถนัดอยู่เสมอหลังการซ้อมเสร็จสิ้น  

ฟอร์มอันสุดยอดของ นาบรี้ กับ เบรเมน ด้วยการซัดไป 11 ประตู จากการลงสนาม 27 เกม ในลีกเมื่อฤดูกาล 2016-17 นั้น ทำให้ บาเยิร์น ไม่รีรอที่จะยอมจ่ายเงิน 6.6 ล้านปอนด์ ซื้อตัวเขาไปเสริมทัพทันทีก่อนจะปล่อยให้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ยืมตัวไปใช้งานเป็นเวลา 1 ปี

 นาบรี้ ยังคงความยอดเยี่ยมของตัวเองเอาไว้ด้วยการยิงไป 11 ประตู จากการลงสนาม 22 เกมในลีกให้กับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ เมื่อฤดูกาล 2017-18 และในที่สุดความฝันของเขาก็เป็นจริง หลังจาก บาเยิร์น เรียกตัวเขากลับไปสู่ทีมชุดใหญ่  

นูริ เล่าถึง นาบรี้ ว่า “หลังจากเขาย้ายออกไป เราเคยมีโอกาสได้เจรจากันนานมากอยู่ครั้งหนึ่ง และมันน่าประทับใจจริงๆกับสิ่งที่เขาบอกกับผม เขาพูดว่า เขาเลือกสิ่งที่พิเศษให้กับอาชีพของตัวเอง ซึ่งถ้าคุณเลือกวิธีนี้ คุณต้องใช้ความพยายามของตัวเองใส่ลงไปให้เยอะที่สุด คุณต้องทำงานหนัก และมุ่งมั่นให้เต็มที่กับเส้นทางนี้ และความรู้สึกของผมคือ เขาทำครบทุกอย่างแล้ว”

ฝันที่เป็นจริง
ความมุ่งมั่น และตั้งใจของ นาบรี้ ยังคงดำเนินต่อไปจากสมัยเป็นดาวรุ่งจนถึงเป็นนักฟุตบอล บาเยิร์น โดยฤดูกาลนี้ เขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมไว้ได้อย่างสม่ำเสมอหลังซัดให้กับ “เสือใต้” ไปแล้ว 18 ประตู จาก 35 เกมรวมทุกรายการ

นาบรี้ อธิบายว่า “มันกลายเป็นนิสัยที่คุณต้องการทำงานหนักให้มากกว่าเดิม และต้องการให้มันมากกว่านี้อีก ผมไม่เคยพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ผมเข้าสู่การแข่งขันทุกเกมด้วยความพยายามทำผลงานให้ดีที่สุดเพื่อช่วยทีม ผมทำงานอย่างหนักในการฝึกซ้อม และหวังว่าสิ่งดีๆจะตามมา”

หากไม่มีอะไรผิดพลาด นาบรี้ จะเจอกับความท้าทายใหม่อีกครั้งในการเป็น Partner ทีมชาติเยอรมันทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งต่อไป ซึ่งมันเป็นการแข่งขันรายการระดับนานาชาติครั้งใหญ่หนแรกของตัวเขา

นาบรี้ ซึ่งเคยเป็นดาวซัลโวร่วมในการแข่งขันฟุตบอลโอลิมปิกปี 2016 นั้น ได้รับโอกาสจาก โจอาคิม เลิฟ ผู้จัดการทีมทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ให้ลงรับใช้ทัพ “อินทรีเหล็ก” เกมแรกกับ ซาน มาริโน่ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2016 และปีก บาเยิร์น ก็ประเดิมสนามด้วยการซัดแฮตทริคทันที  

ก่อนหน้านี้ เลิฟ เคยจะเรียกตัว นาบรี้ ไปติดทีมชาติเยอรมัน ชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2014 มาแล้ว และถึงขนาดลงทุนไปดูฟอร์มในสมัยที่นักเตะยังเป็นดาวรุ่งกับ ไอ้ปืนใหญ่ ที่ลอนดอนอยู่บ่อยครั้ง แต่น่าเสียดายที่ ดาวเตะวัย 24 ปี ได้รับเดี้ยงทำให้เขาพลาดโอกาสครั้งสำคัญ

Photo : squawka.com
ผลงานสุดยอดกับทัพ “อินทรีเหล็ก”
ยังไงก็ตาม ความสุดยอดของ นาบรี้ กับทีมชาติเยอรมันก็ยังคงดำเนินต่อไป หลังจากเขาซัดไป 10 ประตู จาก 11 เกมแรกที่ลงสนาม และทุกวันนี้ เขาซัดไป 13 ประตู จาก 13 เกม ในสีเสื้อพลพรรค “อินทรีเหล็ก”

 “ผมตั้งตารอคอยอย่างแน่นอน และหวังว่า ผมจะสามารถทำให้ได้ในครั้งนี้” ตัวรุก บาเยิร์น กล่าวว่าอย่างกระตือรือร้นในการพาเยอรมันประสบความสำเร็จหลังจากที่พวกเขาล้มเหลวในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย

ในเวลานี้ เยอรมัน ภายใต้การคุมทัพของ เลิฟ ได้เรียกผู้เล่นสายเลือดใหม่หลายรายเข้าสู่ทีมไม่ว่าจะเป็นตัวของ นาบรี้ เอง และ โจชัว คิมมิช เพื่อนร่วมทีม บาเยิร์น, ติโม แวร์เนอร์ สไตเกอร์ แอร์เบ ไลป์ซิก และ ไค ฮาเวิร์ตซ์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

“เรามีทีมที่น่าตื่นเต้น มีสปิริตในทีมที่ยอดเยี่ยม มีผู้เล่นอายุน้อยจำนวนมาก และเราสามารถตั้งเป้าหมายได้มากมายในอนาคต” นาบรี้ กล่าวด้วยความมุ่งมั่น

บางทีอาจเป็นเพราะเส้นทางที่ นาบรี้ จะไปยัง บาเยิร์น มันเกือบจบแล้วเมื่อ 14 ปีที่แล้ว มันจึงทำให้เขายังคงถ่อมตัว แม้ทุกวันนี้จะได้เล่นกับสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมัน รวมถึงคว้าแชมป์บุนเดสลีการ่วมกับทีมมา 1 สมัยแล้วก็ตาม 

“แน่นอน มันมีช่วงเวลาที่คุณนั่งลง และมองย้อนกลับไปถึงเรื่องราวที่ผ่านมา มันเป็นการเปิดพูดตัวตนที่แท้จริงของคุณผ่านบทสัมภาษณ์ ผมต้องการสวมเสื้อของสโมสรแห่งนี้มาตลอด และผมรู้ดีว่า ผมมาที่นี่เพื่ออะไร”

“มันเป็นความฝันของเด็ก ๆ ทุกคนที่จะเล่นให้สโมสรแห่งนี้ ขณะนี้คุณอยู่ที่นี่แล้ว ดังนั้น มันจึงเป็นช่วงเวลาที่คุณภูมิใจในตัวเองมาก และเพลิดเพลินไปกับมัน” ปีก บาเยิร์น กล่าว

นอกจากนี้ นาบรี้ ยังไม่เคยลืมคำสอนต่างๆที่เขาได้รับมาจากนักเตะรุ่นพี่ในทีม ไอ้ปืนใหญ่ อย่าง โอซิล, แมร์เตซัคเกอร์ รวมถึงอดีตนักเตะในทีม บาเยิร์น อย่าง อาร์เยน ร็อบเบน และ ฟร้องค์ ริเบรี่ ซึ่งเขาก็พร้อมเสมอที่จะให้การช่วยเหลือนักเตะอายุน้อยกว่า

“คุณสามารถแสดงความคิดเห็นได้ และมีคนยินดีจะรับฟังคุณ เพราะเมื่อคุณมีชื่อเสียง เด็กๆจำนวนมากก็พร้อมจะเงยหน้าฟังคุณ ดังนั้น คุณสามารถเป็นตัวอย่าง และรับฟังพวกเขาได้สูงกว่าคนอื่นๆ ถ้าพวกเขามีความตั้งใจเดียวกับคุณ”

“ผมอยากกล่าวว่า ผมจะไม่สูญเสียความสุขในการเล่นฟุตบอล เพราะนั่นคือสิ่งที่นำพาผมมาถึงจุดนี้ และไม่เพียงแต่ในกีฬาฟุตบอลเพียงอย่างเดียวเทานั้น แต่ในกีฬาประเภทอื่นหรืองานอาชีพอื่น ๆ ที่ผู้คนหลงใหลด้วยเหมือนกัน เราทุกคนมีความสามารถ แต่คุณต้องจริงจังกับมันให้มาก และผลลัพธ์ที่ดีจะตามาเอง เพราะผมมีประสบการณ์แบบนั้นมาแล้ว” นาบรี้ กล่าวปิดท้าย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *