ปริศนาที่ว่า “คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ใครเจ๋งกว่ากัน?

แม้มันยังเป็นคำถามโลกแตก แต่สิ่งที่ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติโปรตุเกสมี แต่ดาวดังทีมชาติอาร์เจนตินาไม่มี ก็คือการประสบความสำเร็จให้เห็น แม้จะเล่นให้ทีมที่แตกต่างกัน
เมสซี่ ยังไม่เคยตอบคำถามของกองเชียร์ที่ว่า “ถ้าไม่ได้อยู่บาร์ซ่า จะเจ๋งขนาดนี้ไหม?”    ufa1688
สตาร์ดังทีมชาติอาร์เจนตินา เล่นให้สโมสรที่ดูแลเขามา ตั้งแต่ยังเป็นเด็กสภาพร่างกายไม่ปกติ จนกลายเป็นดาวเตะอันดับหนึ่งของโลก และเป็นผู้เล่นที่รับค่าจ้างจากสโมสรสูงที่สุดในประวัติศาสตร์
ความจงรักภักดีให้สโมสรที่มอบทุกสิ่งทุกอย่างกับเขาจนถึงทุกวันนี้ มันยิ่งใหญ่กว่าการจะมาเอาชนะคำครหาของกองเชียร์ 
ตลอดช่วงที่ผ่านมา เมสซี่ ไม่ควรต้องย้ายทีม ก็สมควรได้รับการเชิดชูในฐานะผู้เล่น “วันคลับแมน” ระดับเวิลด์คลาส ไม่ต่างกับที่ ไรอัน กิ๊กส์ ได้รับเกียรตินั้นจาก ปีศาจแดง หรือ ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ ถูกยกให้เป็นราชาแห่ง โรม่า
ยังไงก็ตาม พอถึงเวลาที่ เมสซี่ ต้องการจะย้ายทีมจริงๆ มันกลับกลายเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าจะทำได้ เพราะสิ่งที่บาร์ซ่าเคยมอบให้เขามาเป็นระยะเวลานาน รวมถึงมูลค่าฉีกสัญญาเป็นเม็ดเงินมหาศาลถึง 700 ล้านยูโร ทำให้เขาไม่สามารถย้ายไปไหนได้แบบเป็นอิสระ
ไม่รู้ว่าพอถึงช่วงฤดูร้อนปีหน้า เขาจะยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะย้ายออกหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้ เราคงจะได้คำตอบเมื่อถึงยุคที่ เจ้าบุญทุ่ม เลือกตั้งประธานสโมสรคนใหม่เสร็จสิ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
___________________________
ตัดภาพกลับไปดูที่เส้นทางค้าแข้งของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แม้ว่าจะไม่ใช่การเล่นให้สโมสรเดียวเป็นเวลานานนับทศวรรษ แต่เขาก็ประสบความสำเร็จกับทุกทีมที่ย้ายไปเล่นให้ 
ไม่ว่าจะเป็น ปีศาจแดง, ราชันชุดขาว, ม้าลาย ไปจนถึงทีมชาติโปรตุเกส ถือว่า “ซีอาร์เซเว่น” ไม่เคยร้างแชมป์กับทีมไหนเลย
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือนักเตะคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์ทั้ง Premier League , ลา ลีกา และ กัลโช่ เซเรีย อา และล่าสุดตัวเขาก็เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นดาวเตะคนแรกที่ยิงประตูทั้งในลีกเมืองผู้ดี, สเปน และ อิตาลี ได้ไม่น้อยกว่า 30 ลูกใน 1 ฤดูกาล
ไม่ใช่แค่กวาดแชมป์ได้ในทุกประเทศที่ไปเล่นให้เท่านั้น แต่เขายังรักษามาตรฐานผลงานระดับสูงเอาไว้ไม่มีตกด้วย เพราะตัวเขาดูแลสภาพร่างกายให้ดีกว่านักเตะอายุ 20 กว่าๆ บางกลุ่มเสียอีก
ด้วยมาตรฐานระดับนี้ ถ้าเขาจะเล่นให้สโมสรเดียวนานเกิน 10 ปีเหมือนอย่างที่ เมสซี่ ทำให้เห็นที่บาร์ซ่า เชื่อว่าทีมสโมสรต้องยินดีมากแน่ๆ
แต่สิ่งที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำ คือเรื่องตรงกันข้าม เพราะเขาแสวงหาความท้าทายใหม่ๆ อยู่ตลอด และเมื่อเขาคิดว่ามันถึงเวลาที่จำเป็นจะต้องย้าย เขาทำให้ทุกฝ่ายพึงพอใจเสมอ
ซึ่งการเปลี่ยนเส้นทางแต่ละครั้งของ โรนัลโด้ มันมีเหตุผลของมัน ตามจังหวะชีวิตที่แตกต่างกันในแต่ละช่วง 
___________________________
สโมสรแรกที่เปลี่ยนสถานะ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จากดาวรุ่งให้กลายเป็นนักฟุตบอลระดับเวิลด์คลาส ก็คือ Manchester United
หลายคนเข้าใจว่า Manchester United เซ็นสัญญากับ โรนัลโด้ ก็เพราะได้เห็นฟอร์มโดดเด่นของตัวเขาในเกมอุ่นเครื่องเมื่อปี 2003 ที่ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ชนะทีมปีศาจแดงไป 3-1
แต่อันจริงแล้ว เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ให้ความสนใจนักเตะคนนี้ก่อนหน้านั้นแล้ว 1 ปี
ในปี 2002 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกับ สปอร์ติ้ง โดยมีข้อตกลงให้ความร่วมมือกันในการทำงาน ทั้งเรื่องแมวมอง, การพัฒนานักเตะเยาวชน โดยจะมีการแลกเปลี่ยนสต๊าฟฟ์โค้ช ให้ไปหาความรู้งานกันและกันด้วย
เมื่อ 18 ปีที่แล้ว ทีมปีศาจแดงส่ง จิม ไรอัน ไปส่องฟอร์มดาวรุ่งและสังเกตรูปแบบการซ้อมของสปอร์ติ้ง ส่วนทีมจากแดนฝอยทองก็ส่งโค้ชมาศึกษาหาความรู้การทำงานของทีมยักษ์ใหญ่แห่งเกาะเมืองผู้ดี
สิ่งที่ จิม ไรอัน ได้เห็นในปี 2002 ก็คือนักเตะพรสวรรค์สูงวัยเพียง 17 ปีที่ชื่อว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และเขาก็รีบรายงานให้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ว่าควรทำสัญญากับดาวรุ่งคนนี้ ก่อนที่จะมียอดทีมทีมอื่นโผล่มาเอาตัวไป
ในช่วงเวลานั้น สโมสรยอดทีมทั่วยุโรป ต่างอยากได้ โรนัลโด้ กันเพียบ ไม่ว่าจะเป็น หงส์แดง, เจ้าบุญทุ่ม, ราชันชุดขาว และ ไอ้ปืนใหญ่ ล้วนส่ง Partner ไปเจรจากับ Agent ของนักเตะทั้งหมด
ข้อเสนอแรกที่ เซอร์ อเล็กซ์ ยื่นให้พันธมิตรอย่างสปอร์ติ้ง คือให้นักเตะยังเล่นในลีกบ้านเกิดต่อไปอีก 2 ปี แต่ทีมปีศาจแดงจะต้องเป็นฝ่ายได้ตัวทันที เมื่อถึงเวลาที่ฝีเท้าของ โรนัลโด้ เริ่มสุกงอมแล้ว
แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ปีกจอมสับ” ได้ย้ายเข้าสู่ถิ่น สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เร็วกว่านั้น ก็คือผลงานในเกมกระชับมิตรที่พา สปอร์ติ้ง ลิสบอน ชนะ ปีศาจแดง 3-1 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2003 นั่นแหละ
___________________________
เกมนัดนั้นคือส่วนหนึ่งของสัญญาการเป็นพาร์ทเนอร์กันของทั้ง 2 สโมสร โดยเล่นกันที่สนาม เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาเด้ ที่เพิ่งสร้างเสร็จในเมืองลิสบอน เพื่อรองรับการเป็นเจ้าภาพ ยูโร 2004 ของโปรตุเกส 
ซึ่งมั่นใจว่าเกมแบบนี้ ผู้บริหารของทั้ง 2 ทีม ต้องเข้าไปเป็นสักขีพยานด้วย
โรนัลโด้ ซึ่งลงเล่นเป็นปีกซ้ายให้ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในเกมนั้น เล่นงาน จอห์น โอเช ซึ่งถูกส่งลงยืนแบ็กขวาให้ปีศาจแดงซะแทบเสียผู้เสียคน 
ด้วยฟอร์มที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ เร่งเร้าให้อดีตซีอีโอของทีมอย่าง ปีเตอร์ เคนยอน รีบเจรจาปิดดีลคว้าเจ้าหนูคนนี้ให้ได้หลังหมดเวลาทันที โดยที่ไม่ต้องรอถึง 2 ปี แบบที่วางแพลนไว้ตอนแรกแล้ว
จากหนังสืออัตชีวประวัติของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขาเล่าว่าในตอนนั้น ราชันชุดขาว ได้ยื่นข้อเสนอมูลค่า 8 ล้านปอนด์ให้ สปอร์ติ้ง ก่อนพวกเขา
แต่ด้วยความแน่วแน่ที่ เซอร์ อเล็กซ์ ต้องได้เด็กคนนี้ไปดูแลที่ England ให้ได้ก่อนเปิดซีซั่น ทำให้เขาเร่งให้ ปีเตอร์ เคนยอน ช่วยเจรจาปิดดีลนี้ให้สำเร็จ โดยยืนยันชัดเจนว่า ปีศาจแดง จะเป็นทีมที่พร้อมให้ข้อเสนอที่ดีที่สุด
สุดท้ายค่าตัวที่ตกลงกันได้ก็คือ 12.24 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาแพงที่สุดเป็น Stats ใหม่ของเกาะ England สำหรับนักเตะวัยทีนเอจในเวลานั้น 
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เปิดตัวเป็นดาวเตะใหม่ของแมนยูพร้อมกับอดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิลอย่าง คเลแบร์สัน ในวันที่ 12 สิงหาคม 2003
___________________________
จอร์จ เมนเดส  Agent ของโรนัลโด้ เคยให้สัมภาษณ์กับ เดอะ ซัน ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยย้อนเหตุการณ์ในครั้งนั้นให้ฟังว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Manchester United คือสโมสรชั้นนำทีมแรกที่ได้ตัวโรนัลโด้ไปอยู่ด้วย ก็คือการเป็นทีมที่ให้ความสำคัญกับดาวรุ่งคนนี้เยอะที่สุด
เมนเดส บอกว่า “ทุกสโมสรต้องการเขา แต่พวกเขาเหล่านั้นทั้งหมดอยากปล่อยให้ โรนัลโด้ เล่นกับสปอร์ติ้งแบบยืมตัวอีก 1 ฤดูกาล”
“คนคนเดียวที่ดูเต็มใจที่อยากได้ตัวเขาไปโดยทันทีคือ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และในตอนนั้น ผมไม่สงสัยเลยว่ามันคือคำตอบที่ดีที่สุด”
สิ่งที่บ่งบอกชัดเจนถึงการที่ เซอร์ อเล็กซ์ เชื่อมั่นในพรสวรรค์ของ โรนัลโด้ ก็คือการมอบเสื้อเบอร์ 7 ให้เขาสวมใส่แทน เดวิด เบ็คแฮม ที่เพิ่งย้ายไป ราชันชุดขาว โดยทันที ทั้งที่นักเตะต้องการแค่เสื้อเบอร์ 28 ในตอนแรกด้วยซ้ำ
และอย่างที่ทุกคนรู้กัน ภายใต้การประคบประหงมของ เฟอร์กูสัน สตาร์ทีมชาติโปรตุเกสค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นดาวเตะที่สมบูรณ์แบบ และประสบความสำเร็จครบทุกอย่างในการค้าแข้งที่ สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด 
ทุกวันนี้ โรนัลโด้ ยังคงเรียก เซอร์ อเล็กซ์ ว่า “บอส” และเปรียบตำนานกุนซือชาวสกอตติช เสมือนคุณพ่อของเขาในเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ
…ยังไงก็ตาม ความฝันตั้งแต่สมัยเด็กๆ ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือการได้เล่นให้กับ ราชันชุดขาว
___________________________
การได้แชมป์  UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2008 ที่กรุงมอสโก สำหรับโรนัลโด้มันนับเป็น Mission Complete แล้วที่แมนเชสเตอร์ 
เพราะก่อนหน้านั้นรายการสำคัญอื่นๆ ทั้ง  Premier League , เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ เขาก็ช่วยทีมกวาดมาครองได้หมด 
ช่วงฤดูร้อนปี 2008 สตาร์ทีมชาติโปรตุเกสไม่ปิดบังว่าเขาต้องการย้ายไปเล่นที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว และเขาก็แจ้งเรื่องนี้กับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยตรง 
ทางด้าน ราม่อน กัลเดร่อน ประธานสโมสรของ ราชันชุดขาว ในตอนนั้น ก็มั่นใจมากว่าจะซื้อตัว โรนัลโด้ ไปอยู่ด้วยได้แน่ เขาถึงกับประกาศต่อหน้าสื่อว่า “สักวันหนึ่ง คริสเตียโน่ จะต้องเป็นนักฟุตบอล ราชันชุดขาว แน่นอน”
แต่คำพูดที่มั่นใจเกินไปของ กัลเดร่อน นั่นแหละ ที่ทำให้ เซอร์ อเล็กซ์ ไม่ยอมขายให้ทีมราชันชุดขาวโดยทันที และขอร้องให้ลูกรักอยู่เล่นในถิ่น สนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อีกปีไปก่อน
ในหนังสืออัตชีวประวัติของเฟอร์กี้ ป๋าพูดคำพูดที่บอกกับโรนัลโด้ในตอนนั้นเอาไว้ 
“ปีนี้แกยังไปไม่ได้ ยิ่ง กัลเดร่อน พูดอย่างนั้น แกยิ่งไปไม่ได้”
“ฉันรู้ว่าแกอยากไป ราชันชุดขาว แต่ฉันยิงนายทิ้งดีกว่าขายแกให้หมอนั่นขณะนี้ ขืนทำแบบนั้น ชื่อเสียงเกียรติยศของฉันก็หมดกัน ทุกอย่างพังหมด ถึงจะต้องจับแกนั่งสำรอง ฉันก็ไม่สน”
“ฉันรู้ว่ามันคงไม่ถึงขั้นนั้น แต่ฉันแค่อยากบอกให้รู้ไว้ ว่าฉันไม่มีวันยอมขายแกแน่ในปีนี้”
“เอาเป็นว่าถ้าแกเล่นดี ไม่ทำตัวให้เป็นปัญหา แล้วมีใครขอซื้อด้วยค่าตัวสูงเป็น Stats โลก เราจะยอมปล่อยนายไป”
___________________________
มันคือสัญญาลูกผู้ชายที่เหมือนกับพ่อคุยกับลูก ซึ่ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็แสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการกลับมาทุ่มเทเต็มที่เพื่อ ปีศาจแดง อีกครั้ง
ซีซั่น 2008-09 โรนัลโด้ ซัดรวมกันให้ยูไนเต็ด 26 ประตูรวมทุกรายการ เขาคือกำลังสำคัญนำทีมคว้าแชมป์สโมสรโลก, ลีก คัพ และ Premier League  แถมยังเข้าชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน 
นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำให้ทีมได้ ในฤดูกาลสุดท้ายที่เล่นในเมืองผู้ดี 
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับ ราชันชุดขาว แล้ว ว่าจะยอมทุ่มค่าตัวระดับ Stats โลกมาสู่ขอหรือไม่
ในเดือนมกราคม 2009 ราม่อน กัลเดร่อน ลาออกจากตำแหน่งประธานสโมสรราชันชุดขาว โดยที่ บิเซนเต้ โบลูด้า ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการชั่วคราว จนกว่าจะมีการเลือกตั้งประธานสโมสรคนใหม่
ต่อไปในวันที่ 1 มิถุนายน 2009 ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ชนะการเลือกตั้งจนได้กลับมาเป็นประธานสโมสร ราชันชุดขาว เป็นรอบที่ 2  
และนโยบาย “กาลาคติกอส” ก็ถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง หลังเคยประสบความสำเร็จมาแล้วในยุคที่เขาเป็นประธานหนแรก ที่มี หลุยส์ ฟิโก้, ซีเนอดีน ซีดาน, โรนัลโด้ และ เดวิด เบ็คแฮม เป็นตัวชูโรง
เปเรซ โชว์ให้เห็นถึงความจริงจังในการสร้างทีมรวมดาราโลกภาค 2 ด้วยการทุ่มเงิน Stats โลกซื้อตัว กาก้า จาก เอซี มิลาน ด้วยค่าตัวถึง 56 ล้านปอนด์ 
ก่อนที่หลังต่อไปไม่กี่วัน เขาจะทุ่มเงินที่มหาศาลยิ่งกว่า เพื่อให้ Manchester United ยอมปล่อยตัวซูเปอร์สตาร์ทีมชาติโปรตุเกสไปสู่อ้อมอก
และสุดท้าย คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็กลายเป็นดาวเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกจริงๆ เมื่อย้ายไป ราชันชุดขาว ด้วยค่าตัวถึง 80 ล้านปอนด์ ก่อนที่ตำนานบทใหม่ของ “ซีอาร์เซเว่น” จะไปเริ่มต้นขึ้นที่สเปน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *